ภาพ: Darojat และคณะ (2024), Industrial Crops and Products 222:119829 รูปที่ 1C · ครอปโดย RubNexโรคใบร่วงชนิดใหม่โรคใบจุดกลมกยท.ปลูกแทนไตรโคเดอร์มาชาวสวนยาง
ใบยางร่วงไม่หยุด จะโค่นหรือจะรักษา ชาวสวนต้องชั่งอะไรบ้าง
โรคใบร่วงชนิดใหม่ หรือโรคใบจุดกลม ลามไปแล้วกว่า 9 แสนไร่ เอกสารของ กยท. และเกษตรจังหวัดสงขลาให้ชาวสวนเลือกสองทาง คือโค่นแล้วขอทุนปลูกแทน หรือเก็บต้นไว้แล้วรักษา RubNex รวบรวมงานวิจัยไทยและต่างประเทศ มาเทียบให้ดูว่าแต่ละทางได้อะไร เสียอะไร
โรคใบร่วงชนิดใหม่ หรือที่ตอนนี้เรียกกันว่าโรคใบจุดกลม ลามไปแล้วกว่า 9 แสนไร่ เอกสารของ กยท. และเกษตรจังหวัดสงขลาให้ชาวสวนเลือกสองทาง คือโค่นแล้วขอทุนปลูกแทน หรือเก็บต้นไว้แล้วรักษา RubNex รวบรวมงานวิจัยไทยและต่างประเทศ มาเทียบให้ดูว่าแต่ละทางได้อะไร เสียอะไร
โรคนี้ไปถึงไหนแล้ว
กรุงเทพธุรกิจรายงานเมื่อ 15 ตุลาคม 2569 อ้างข้อมูลจากการประชุมของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่าตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 ถึง 31 สิงหาคม 2569 มีสวนยางเป็นโรคนี้รวม 919,529.89 ไร่ อยู่ในภาคใต้ตอนล่าง 905,331 ไร่ หรือร้อยละ 98.46 และเดือนสิงหาคมเริ่มเจอที่เพชรบูรณ์กับศรีสะเกษเป็นครั้งแรก [2]
ศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ (NABC) รายงานรอบ 6–12 ตุลาคม 2569 ว่าโรคนี้อยู่ใน 17 จังหวัด พื้นที่ 919,319.95 ไร่ และให้แนวโน้มว่า "ลดลง" [3] แปลว่ายังไม่หายไปไหน แค่ไม่ลามเพิ่มในรอบนี้
จังหวัดที่หนักสุดตอนนี้ยังวนอยู่แถวชายแดนใต้ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยาง กยท. ระบุว่าโรคระบาดมากในนราธิวาส ปัตตานี ยะลา สตูล และสงขลา (ข้อมูล ณ 16 มิ.ย. 2569) [4] ย้อนไปต้นปี 2566 กยท.เขตภาคใต้ตอนล่างก็เคยรายงานว่านราธิวาสหนักสุดเหมือนกัน จังหวัดเดียวมี 268,703 ไร่ จากทั้งหมด 631,035 ไร่ (ข้อมูลเดือน ก.พ. 2566) [1]

หมายเหตุ: ในตารางต้นทาง ภูเก็ตมี 421 ไร่ (ม.ค. 66) แล้วเป็น 38,820 ไร่ (ก.พ. 66) ส่วนสุราษฎร์ธานีจาก 39,810 ไร่ เหลือ 3,270 ไร่ และระนองจาก 3,270 ไร่ เหลือ 0 ไร่ ตัวเลข ก.พ. สามแถวนี้ดูเหมือนเลื่อนขึ้นไปหนึ่งแถว แต่ยอดรวมในตาราง (631,035 ไร่) ตรงกับตัวเลขที่พิมพ์ไว้ RubNex จึงยืนยันไม่ได้ว่าตัวเลขไหนถูก และไม่ใส่ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี และระนองในกราฟ [1]
ใบแบบไหนถึงใช่
ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยางอธิบายว่า ช่วงแรกใบจะมีแผลสีเหลืองค่อนข้างกลม กว้างราว 0.5 เซนติเมตร เห็นทั้งหน้าใบและหลังใบ ต่อมาแผลเป็นสีน้ำตาลเข้มหรือดำ แล้วแห้งเป็นสีน้ำตาลหรือขาวซีด หลายแผลซ้อนกันเป็นแผลใหญ่ สุดท้ายใบเหลืองทั้งใบแล้วร่วง เชื้อยังเข้ากิ่งอ่อนจนกิ่งแห้งตายจากยอดได้ [4]

ภาพจริงจากแปลงทดลองของสถาบันวิจัยยางอินโดนีเซีย: A และ B ทรงพุ่มโปร่งเพราะใบร่วง C ใบยางพันธุ์ PB 260 ที่ติดโรคเองในแปลง แผลวงกลมกว้างราว 10–20 มม. (ขีดดำ = 10 มม.) งานวิจัยนี้ระบุว่าเป็นโรคใบร่วงแบบแผลวงกลมที่ลามในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งแต่ปี 2561 [13] ภาพ: Darojat และคณะ 2567, CC BY 4.0
กยท. ระบุว่าโรคนี้ทำให้น้ำยางลดลง 30–50% ถ้าหนักอาจทำให้ต้นยางตายจากยอด [4] เชื้อไปได้ทั้งทางลม น้ำฝน ต้นกล้ายาง และพืชอื่นในสวน [4] จึงลามเร็วในหน้าฝน

ตัวการคือเชื้อราตัวไหน
ช่วงแรกเอกสารของเกษตรจังหวัดสงขลาปี 2566 ระบุเชื้อไว้สองตัว คือ Pestalotiopsis กับ Colletotrichum [1] ตอนนี้งานวิจัยเริ่มชี้มาทางเดียวกัน ทีมวิจัยไทยเก็บใบยางจากทั้ง 13 อำเภอของนราธิวาส แยกเชื้อได้ 160 ตัวอย่าง และยืนยันว่าเชื้อตัวหลักคือ Colletotrichum siamense (ตีพิมพ์ในวารสาร Agriculture and Natural Resources ปี 2567) [8] สถาบันวิจัยยาง กยท. ก็ใช้ชื่อเชื้อตัวเดียวกัน [4]
งานวิจัยจากมาเลเซียในวารสาร Journal of Rubber Research ปี 2565 พบว่าทั้ง C. siamense และ Pestalotiopsis เข้าใบได้เมื่อใบมีแผลอยู่ก่อนเท่านั้น และมอง Pestalotiopsis เป็นเชื้อตัวรองที่ซ้ำเติม [9] พูดง่าย ๆ คือ ต้นแข็งแรง ใบไม่ช้ำ เชื้อก็เข้ายากขึ้น นี่แหละเหตุผลที่ใครแนะนำอะไร ก็ต้องวนกลับมาเรื่องปุ๋ยกับการดูแลต้นทุกที
เพื่อนบ้านเจอมาก่อนเรา
อินโดนีเซียเจอโรคนี้ก่อนไทย กรมการเพาะปลูกของกระทรวงเกษตรอินโดนีเซียแถลงเมื่อ 24 กรกฎาคม 2562 ว่าสวนยางโดนไปราว 381,000 เฮกตาร์ (ประมาณ 2.4 ล้านไร่ คำนวณโดย RubNex) ใน 6 จังหวัด และคาดว่าผลผลิตทั้งประเทศปีนั้นจะลดลงอย่างน้อย 15% [11] (1 เฮกตาร์ = 6.25 ไร่)
ห้าปีต่อมา เลขาธิการ IRRDB (สภาวิจัยและพัฒนายางระหว่างประเทศ ที่รวมสถาบันวิจัยยางของประเทศผู้ปลูก) พูดในงานประชุมยางที่ยอกยาการ์ตาเมื่อ 19 พฤศจิกายน 2567 ว่าโรค Pestalotiopsis ทำให้ผลผลิตยางหายไปราว 40% และยังไม่มีวิธีที่ได้ผลน่าพอใจ ส่วนสมาคมผู้ประกอบการยางอินโดนีเซีย (Gapkindo) ประเมินว่าโรคลามไปไม่น้อยกว่า 600,000 เฮกตาร์ [12]
งานทบทวนในวารสาร Biodiversitas ปี 2565 รวบรวมข้อมูลอินโดนีเซียไว้ว่า โรคทำให้ใบร่วงต่อเนื่องถึง 75–90% ของทรงพุ่ม และผลผลิตลดลง 25–45% [10]
ดูอินโดนีเซียแล้วเห็นชัดว่า โรคนี้ไม่ได้มาแค่หน้าฝนเดียวแล้วไป และยังไม่มียาตัวไหนหยุดได้ขาด รอให้มันหายเองคงไม่ได้ ต้องวางแผนกันยาว ๆ
ทางที่ 1 โค่นแล้วปลูกใหม่
เอกสารของ กยท.เขตภาคใต้ตอนล่างและเกษตรจังหวัดสงขลา ให้ทางเลือกนี้ไว้ว่า ถ้าตัดสินใจโค่น ขอทุนปลูกแทนได้ จะปลูกยางพันธุ์ที่ทนโรค เปลี่ยนไปปลูกพืชอื่น หรือปลูกแบบผสมผสานก็ได้ [1]
ทุนปลูกแทนรอบปี 2570 เปิดยื่นแล้ว นายโกศล บุญคง รองผู้ว่าการด้านบริหาร กยท. ให้ข้อมูลกับฐานเศรษฐกิจเมื่อ 9 กันยายน 2569 ว่ายื่นได้ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 ถึง 31 มีนาคม 2570 [5]
- ปลูกยางพันธุ์ดี หรือสวนยางแบบอารยเกษตร ได้ไร่ละ 20,000 บาท ทยอยจ่าย 6 ปีครึ่ง [5]
- ปลูกไม้ยืนต้นเศรษฐกิจ หรือเกษตรยั่งยืน ได้ไร่ละ 12,000 บาท จ่ายใน 1 ปี [5]
เงื่อนไขที่ต้องระวังคือ ต้องขึ้นทะเบียนกับ กยท. มีเอกสารสิทธิ์ที่ดิน และสวนต้องอายุ 25 ปีขึ้นไป หรือทรุดโทรม เสียหาย ให้น้ำยางน้อย ที่สำคัญ ยื่นแล้วห้ามโค่นก่อน กยท. อนุญาต [5]
ยางพันธุ์ไหนทนโรคนี้ ยังไม่มีคำตอบชัด เอกสารสงขลาเล่าถึงการทดลองติดตาเปลี่ยนยอดเป็นพันธุ์ FX 516 บนต้นตอ PB 260 ที่ไม่เจออาการโรค [1] แต่ยังเป็นงานทดลอง ไม่ใช่พันธุ์แนะนำทั่วไป ก่อนเลือกพันธุ์ควรถาม กยท. สาขาใกล้บ้าน
ข้อดี: ตัดวงจรโรคในแปลง ได้ทุนช่วย และถือโอกาสเปลี่ยนพันธุ์หรือเปลี่ยนพืช ข้อเสีย: ขาดรายได้จากน้ำยางหลายปี ทุนทยอยจ่าย และช่วงนี้ราคายางยังดี การโค่นสวนที่ยังกรีดได้จึงเสียโอกาสมาก
ทางที่ 2 เก็บต้นไว้แล้วรักษา
ถ้าไม่โค่น เอกสารสงขลาแนะนำให้ฟื้นต้นด้วยสารชีวภัณฑ์ (ของที่ทำจากจุลินทรีย์ เช่น เชื้อราไตรโคเดอร์มา) ร่วมกับสารเคมี และใส่ปุ๋ยบำรุง โดยใช้งบกองทุนของ กยท. ตามมาตรา 49(3) ผ่านกลุ่มหรือสถาบันเกษตรกร [1]
สิ่งที่ทำได้เองในสวน ตามคำแนะนำของหน่วยงานรัฐ
- เก็บใบที่เป็นโรคไปทำลาย ฝังกลบหรือเผาในภาชนะปิด [4] หรือกองรวมแล้วโรยปูนขาวหรือโดโลไมต์ ตามด้วยยูเรียร้อยละ 10 ของน้ำหนักปูน แล้วรดน้ำ [1]
- ทำสวนให้โล่ง ถางหญ้า ให้ลมผ่าน ลดความชื้น [1][4]
- ใส่ปุ๋ยตามผลตรวจดิน เอกสารสงขลาแนะนำโดโลไมต์ 400 กรัมต่อต้นต่อปี [1] สถาบันวิจัยยางแนะนำว่าหลังยางผลัดใบ ใส่แอมโมเนียมซัลเฟต (ปุ๋ย 21-0-0) 50 กิโลกรัมต่อไร่ หรือกำมะถัน 25 กิโลกรัมต่อไร่ [4]
- ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา หว่าน 5–7 กิโลกรัมต่อต้น หรือผสมน้ำพ่น 40–50 ลิตรต่อไร่ ทุก 3 เดือน (สูตรผสมอยู่ในเอกสารสงขลา) [1]
เรื่องยาเคมี เอกสารสงขลาให้รายชื่อยากันเชื้อราไว้หลายตัว เช่น แมนโคเซบ เฮกซะโคนาโซล โพรพิโคนาโซล [1] แต่ทั้งสองทางนี้มีจุดที่ต้องรู้
- พ่นแบบแอร์บลาสต์ (เครื่องพ่นแรงลมขนาดใหญ่) เอกสารเดียวกันบอกว่าคุมโรคได้ดีที่สุด แต่ไม่เหมาะ เพราะไม่ปลอดภัยกับคนพ่น สารฟุ้งไปทั่ว และไม่เหมาะกับสภาพสวนยาง [1]
- ฉีดยาเข้าลำต้น ผลทดลองที่อ้างในเอกสารพบว่าใช้ไดฟีโนโคนาโซล 15% + โพรพิโคนาโซล 15% อัตรา 15 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หลังฉีด 30 วัน เจอโรคเฉลี่ยแค่ 10.65% [1] แต่เป็นผลทดลองเฉพาะพื้นที่ ควรปรึกษาเจ้าหน้าที่ก่อนใช้
อยากรู้ว่าของจริงใช้เงินเท่าไร ดูที่ยะลาได้ ปี 2568 เกษตรและสหกรณ์จังหวัดยะลาเสนอโครงการแก้โรคนี้ที่ตำบลลำใหม่ อำเภอเมืองยะลา 420 ไร่ วงเงิน 3,003,390 บาท จากกองทุนพัฒนายางพารามาตรา 49(3) ลองไว้ 9 วิธี เช่น ไตรโคเดอร์มา พด.14 และปุ๋ย 21-0-0 [7] ค่าใช้จ่ายต่างกันมากแล้วแต่วิธี ไตรโคเดอร์มาตกราวไร่ละ 3,750 บาท ส่วน พด.14 ราวไร่ละ 17,500 บาท (คำนวณโดย RubNex จากตารางในเอกสาร) วงเงินรวมยังมีค่าบินโดรนสำรวจ 500,000 บาท และค่าอบรมกับค่าบริหารโครงการอยู่ด้วย [7]
ข้อดี: ยังกรีดได้ต่อ ไม่ขาดรายได้ ได้ประโยชน์จากราคายางช่วงนี้ ข้อเสีย: ต้องทำต่อเนื่อง มีค่าปุ๋ยค่ายา และประสบการณ์ของอินโดนีเซียบอกว่ายังไม่มีวิธีไหนหยุดโรคได้ขาด [12]
ถ้าสวนเสียหายแล้ว ขอเงินช่วยได้ไหม
ได้ สยามรัฐรายงานเมื่อ 5 ตุลาคม 2569 ว่า กยท. ตั้งวอร์รูมที่สำนักงานใหญ่ ดูแลทั้งน้ำท่วมและโรคยางใบร่วง [6] ชาวสวนที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท. ขอเงินช่วยรายละไม่เกิน 3,000 บาทต่อปี กรณีสวนเสียหายจากโรคหรือแมลงศัตรูพืช ต้องเสียหายไม่น้อยกว่า 20 ต้นในแปลงเดียวกัน และต้องยื่นเอกสารที่ กยท. จังหวัดหรือสาขาภายใน 30 วันหลังเกิดเหตุ [6] และกู้ได้รายละไม่เกิน 50,000 บาท ดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อปี [6]
RubNex มองว่า
สวนใครสวนมัน ไม่มีสูตรเดียวใช้ได้ทุกแปลง ลองเช็กสวนตัวเองตามนี้ดู
- สวนแก่ 25 ปีขึ้นไป ใบโกร๋นซ้ำทุกปี น้ำยางหายเกินครึ่ง ทางที่ 1 น่าคิด เพราะเข้าเงื่อนไขทุนปลูกแทน และยื่นได้ถึง 31 มี.ค. 70 [5]
- สวนยังหนุ่ม ยังกรีดได้ดี ทางที่ 2 คุ้มกว่า ราคายางช่วงนี้ยังดี ลองรวมกลุ่มกับเพื่อนบ้านขอเงินตามมาตรา 49(3) เพราะโรคลามข้ามแปลง ทำคนเดียวได้ผลน้อย [1]
- ทุกสวน ถ่ายรูปและจดวันที่ใบร่วงไว้ เผื่อต้องยื่นขอเงินช่วย 3,000 บาทภายใน 30 วัน [6]
กระทรวงเกษตรฯ เพิ่งวางกรอบงาน 4 ด้าน คือเฝ้าระวัง ป้องกัน รักษา และฟื้นฟู และตั้งเป้าทำระบบเตือนภัยให้รู้ล่วงหน้าราว 2–3 เดือนก่อนโรคระบาด [2] ถ้าทำได้จริง ชาวสวนจะมีเวลาใส่ปุ๋ยเตรียมต้นก่อนหน้าฝน RubNex จะตามเรื่องนี้ต่อ
สงสัยเรื่องโรคในสวน ติดต่อ กยท. สาขาใกล้บ้าน หรือเกษตรอำเภอได้เลย
แหล่งข้อมูล
- สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดสงขลา / กยท.เขตภาคใต้ตอนล่าง · มาตรการและแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพารา จังหวัดสงขลา (เอกสารแนบ 4.1)22 มี.ค. 66 · เข้าถึง 2026-10-15 · opsmoac.go.th
- กรุงเทพธุรกิจ · กระทรวงเกษตรฯ ชู 4 กรอบ สกัดใบยางร่วง เชื่อมวิจัย ยกระดับราคา15 ต.ค. 69 · เข้าถึง 2026-10-15 · bangkokbiznews.com
- ศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ (NABC) · สถานการณ์ศัตรูพืชระบาด (รายงาน 6–12 ต.ค. 2569)12 ต.ค. 69 · เข้าถึง 2026-10-15 · nabc.go.th
- Rubber Intelligence Unit สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (เผยแพร่ข่าว กยท.) · กยท. ย้ำชาวสวนยาง เฝ้าระวัง โรคใบจุดกลม ช่วงฤดูฝน2026 (ข้อมูล ณ 16 มิ.ย. 2569) · เข้าถึง 2026-10-15 · rubber.oie.go.th
- ฐานเศรษฐกิจ · กยท.เปิด ปลูกแทน 2570 รับทุนไร่ละ 20,000 บาท9 ก.ย. 69 · เข้าถึง 2026-10-15 · thansettakij.com
- สยามรัฐ · กยท. ตั้งวอร์รูมน้ำท่วม–โรคยางใบร่วง เร่งเยียวยาชาวสวนยาง5 ต.ค. 69 · เข้าถึง 2026-10-15 · siamrath.co.th
- สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดยะลา · โครงการแก้ไขปัญหาโรคใบร่วงชนิดใหม่ (ใบจุดกลม) จังหวัดยะลา งบมาตรา 49(3)2025 (พ.ค. 2568) · เข้าถึง 2026-10-15 · opsmoac.go.th
- Agriculture and Natural Resources 58(1) (ThaiJO) · Pathogenicity and molecular phylogenetic analysis reveal Colletotrichum siamense as causal agent of leaf fall disease in rubber trees in southern Thailand2024 · เข้าถึง 2026-10-15 · tci-thaijo.org
- Journal of Rubber Research (Springer) · Colletotrichum siamense and Pestalotiopsis jesteri as potential pathogens of new rubber leaf spot disease via detached leaf assay2022 · เข้าถึง 2026-10-15 · link.springer.com
- Biodiversitas 23(8) · Pestalotiopsis sp. infection causes leaf fall disease of new arrivals in several clones of rubber plants2022 · เข้าถึง 2026-10-15 · doi.org
- Kontan (อ้างกรมการเพาะปลูก กระทรวงเกษตรอินโดนีเซีย) · Seluas 381.000 ha kebun karet terserang penyakit gugur daun, produksi anjlok 15%24 ก.ค. 62 · เข้าถึง 2026-10-15 · industri.kontan.co.id
- Tempo (อ้างเลขาธิการ IRRDB และ Gapkindo) · Pelaku Industri Karet 13 Negara Bertemu di Yogyakarta, Soroti Wabah Berkepanjangan19 พ.ย. 67 · เข้าถึง 2026-10-15 · tempo.co
- Industrial Crops and Products (Darojat และคณะ, สถาบันวิจัยยางอินโดนีเซีย/CIRAD) · Bioassays and field observations revealed complex and different genetic bases in Pestalotiopsis and circular leaf fall disease in Hevea brasiliensis19 ต.ค. 67 · เข้าถึง 2026-10-15 · doi.org
ภาพ: Darojat และคณะ (2024), Industrial Crops and Products 222:119829 รูปที่ 1C · ครอปโดย RubNex (CC BY 4.0) · Darojat และคณะ (2024), Industrial Crops and Products 222:119829 รูปที่ 1C (CC BY 4.0) · ครอปและใส่ข้อความ: RubNex (CC BY 4.0) · กราฟโดย RubNex จากข้อมูล กยท.เขตภาคใต้ตอนล่าง (ภาพของ RubNex เอง) · กราฟโดย RubNex จาก กยท., Biodiversitas, IRRDB, Kontan (ภาพของ RubNex เอง) · Darojat และคณะ (2567), Industrial Crops and Products 222:119829, รูปที่ 1 A–C (CC BY 4.0) · ครอปภาพ: RubNex (CC BY 4.0 · ภาพถ่ายจริง ไม่ใช่ภาพ AI)
ภาพปก: Darojat และคณะ (2024), "Bioassays and field observations revealed complex and different genetic bases in Pestalotiopsis and circular leaf fall disease in Hevea brasiliensis", Industrial Crops and Products 222:119829 รูปที่ 1C · สัญญาอนุญาต CC BY 4.0 https://creativecommons.org/licenses/by/4.0/ · https://doi.org/10.1016/j.indcrop.2024.119829 · ครอปโดย RubNex
กราฟประกอบ: RubNex จากข้อมูลตามแหล่งที่อ้างในแต่ละกราฟ [1] [2] [4] [10] [11] [12]
ภาพใบยางเป็นโรค: Darojat และคณะ (2567) รูปที่ 1 A–C จาก https://doi.org/10.1016/j.indcrop.2024.119829 สัญญาอนุญาต CC BY 4.0 https://creativecommons.org/licenses/by/4.0/ RubNex ครอปเฉพาะแถวบนของรูป